อันความกรุณาปราณี ...

 

“อันความกรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุลาลัย สู่แดนดิน
 

 

คำกลอนสั้นๆแต่สวยงามมีความหมาย ที่ผู้แต่ง (จำไม่ได้ว่าเป็น ร. 5 หรือ ร. 6 หรือใครกันแน่) คงจะตั้งใจแต่งเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกของคนไทยในแผ่นดินให้เกิดความปราณีโอบ อ้อมอารีย์ต่อผู้อื่น  กระผมขอพิมพ์ลงใน เวป นี้เพื่อหวังให้พวกเราคนไทยอย่าลืมสิ่งดีๆ และ พึงปฏิบัติตามให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ตามกำลังความสามารถของเราแต่ละ คน แม้ว่าตัวผมเองจะไม่ร่ำรวยแต่พอยู่รอดได้และก็เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ (ซึ่งบวกลบแล้วรู้สึกว่าจะให้มากกว่ารับ และเมื่อรับแล้วก็มักจะผ่านต่อไปให้คนอื่น) ยามใดที่เห็นพี่น้องคนไทยหลายคนแสดงน้ำใจให้ความโอบอ้อมอารีย์แด่ผู้อี่น ผมก็อดชมเชยไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวานนี้ 21 มิ.ย. 2542 มีเพื่อนคู่หนึ่งรีบปลีกต้วจากงานเลี้ยงในวันพ่อที่ลูกหลานจัดให้ ขับรถมาหลายสิบไมล์เพื่อช่วยเหลือพรรคพวกในโครงการสำหรับส่วนรวมสังคมไทยที่ ยังขาดเงิน มีอีก 2 ท่านแม้จะมาร่วมกิจกรรมไม่ได้ แต่ก็ไม่ลืมฝากปัจจัยมาช่วย ส่วนอีกท่านหนึ่งแม้เพิ่งจะถูกออกจากงานก็ยังมาร่วมบริจาคในโครงการเพื่อประโยชน์ส่วนรวมนี้ การแสดงออกจากเพื่อนชาวไทยหลายคนนี้ช่างงดงามน่าซาบซึ้งยิ่งนัก ทำให้กระผม อดคิดถึงกลอนข้างบนนี้ ไม่ได้ ก็ต้องขอขอคารวะและขอบพระคุณด้วยจากใจจริง
 
It is better to give than receive.  เป็นผู้ให้ดีกว่าผู้รับ  The more you give, the more you get.  ยิ่งให้ยิ่งได้ (ท่านพุทธทาส)

 

Undefined