เล่าปี่ จากคนทอเสื่อที่ยากจนสู่ฮ่องเต้แคว้นเสฉวน (Romance of The Three Kingdoms--Liu Bei's road map to Shu's emperor) จบบริบูรณ

TSwad's picture

ตรุษจีนเพิ่งจะผ่านไป  เรา เตรียมเครื่องเซ่นหมูเห็ดเป็ดไก่ และจุดธูปเซ่นไหว้บิดามารดาตลอดจนบรรพรุษตามธรรมเนียมจีน

ขณะรอธูปหมดดอกเพื่อลาเครื่องเซ่น   ก็เกิดอาการควันหลงตรุษจีน (ควันธูปหลงมาเข้าตา)  เกิดอาการอยากบอกเล่ากล่าวขานวรรณกรรมไทยเค้าเรื่องจีน  โดยขอเล่า้ถึง  ศิลปการผูกมิตรและชนะใจคนของเล่าปี่ว่า  ทำอย่างไรถึงคิดการใหญ่ใด้ โดยทีบตัวเองเลื่อนฐานะจากคนทอเสื่อที่ยากจนสู่ฮ่องเต้แคว้นเสฉวน

  

เล่าปี่ (หลิวเป้ย,  Liu Bei)   เป็นชาวเมืองตุ้นกวน เดิมเป็นคนยากจน มีอาชีพทอเสื่อและรองเท้าฟางขาย บิดาเป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่นแต่สละฐานันดรศักดิ์

ลักษณะตามคำบรรยายในวรรณกรรมสามก๊ก เล่าปี่เป็นผู้ที่รูปร่างสูงใหญ่ สูงประมา ณห้าศอก หูยานถึงบ่า มือยาวถึงเข่า หน้าขาวดังสีหยก ฝีปากแดงดังชาดแต้ม จักษุชำเลืองไปเห็นหู  มีกระบี่คู่แบบโบราณเป็นอาวุธประจำกาย เก่งกาจเชิงยุทธ มีคุณธรรม อ้อนน้อมถ่อมตน สำรวมกายสำรวมใจเป็นเลิศ

ยุทธสาตร์ที่ ๑  หาผู้ร่วมอุดมการและรักใคร่ซื่อสัตย์กันดั่งพี่น้อง  (treat all allies as your brothers) แม้นไม่เกิดวัน เดือน ปีเดียวกัน แต่ขอตายวัน เดือน ปีเดียวกัน
 

สามพี่น้องร่วมสาบานแห่งสวนดอกท้อ (Oath of The Peach Garden)

ตามความปรากฏในวรรณกรรมเรื่องสามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ความว่า "ครั้นรุ่งขึ้น เตียวหุยจึงจัดม้าขาวกระบือดำ แลธูปเทียนสิ่งของทั้งปวงแล้วชวนกันออกมายังสวนดอกไม้ จึงจุดธูปเทียนไหว้พระแลบูชาเทพดา แล้วจึงตั้งสัตย์สาบานต่อกันว่า ข้าพเจ้าเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ทั้งสามคนนี้อยู่ต่างเมือง วันนี้ได้มาพบกัน  จะตั้งสัตย์สบถเป็นพี่น้องร่วมท้องกัน เป็นน้ำใจเดียวซื่อสัตย์ต่อกันสืบไปจนวันตาย จะได้ช่วยทำบุบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุข ถ้ามีภัยอันตรายสิ่งใดแลรบศึกเสียที ข้าพเจ้ามิได้ทิ้งกัน จะแก้กันกว่าจะตายทั้งสาม แลความสัตย์นี้   ข้าพเจ้าได้สาบานต่อหน้าเทพดาทั้งปวงจะเป็นทิพย์พยาน ถ้าสืบไปภายหน้าข้าพเจ้าทั้งสามมิได้ซื่อตรงต่อกัน ขอให้เทพดาสังหารผลาญชีวิตให้ประจักษ์แก่ตาโลก"และเรียกเล่าปี่เป็นพี่ใหญ่ กวนอูเป็นน้องกลางและเตียวหุยเป็นน้องสุด

 เตียวหุย (จางเฟย, Zhang Fei) เป็นพ่อค้าเขียงหมูและพอมีทุนรอนอยู่บ้าง  กวนอู (กวนยู้, Guan Yu) มีฝีมือทางรบ  ควงง้าวหนัก ๘๐ ชั่ง  เห็นไหมเล่าปี่เริ่มมีแขนขาและทุนรอน ซื้อศาสตราวุธเพื่อฝึกทหาร และเริ่มซ่องสุมผู้คน

 

ยุทธสาตร์ที่ ๒ เสาะแสวงหาที่ปรึกษาที่เยี่ยมยอดและพิจารณาปฏิบัติตาม  (Search for best advisers with trust)

เล่าปี่เดินทางไปเขาเขาโงลังกั๋งถึงสามครั้งสามคราเพราะได้ยินกิติศัพท์ของอาจารย์ฮกหลง โดยสามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้อุปมาไว้ว่า   ""ได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือในสติปัญญาความสามารถของท่านอาจารย์ เสมือนหนึ่งเสียงฟ้าลั่นอยู่ในหูของข้าพเจ้า""
เล่าปี่เพียรพยายามไปหาขงเบ้งเป็นครั้งที่สาม เด็กรับใช้ออกมาบอกว่า ขงเบ้งนอนหลับอยู่ เล่าปี่จึงให้กวนอูกับเตียวหุยคอยอยู่นอกกระท่อม ส่วนตัวเองเข้าไปยืนกุมมือคอยขงเบ้งอยู่ในห้องถึง 4 ชั่วยาม เตียวหุยฉุนเฉียว คิดจะลงแส้ควบม้าผาดโผนให้เกิดเสียงดัง กวนอูต้องห้ามเอาไว้อย่าให้วู่วาม
      
        ขงเบ้งแกล้งทำหลับอยู่นาน เด็กคนใช้เห็นเล่าปี่ยืนทรมานอยู่นานก็เวทนาคิดจะไปปลุกอาจารย์ให้ตื่น แต่เล่าปี่ห้ามเอาไว้ อย่าได้วุ่นวายให้ท่านอาจารย์นอนหลับให้สบายเถิด
        พอขงเบ้งตื่น  แกล้งส่งเสียงถามเด็กรับใช้ว่า มีใครมาหาบ้างหรือเปล่า เด็กบอกว่ามีท่านเล่าปี่ เสด็จอาของพระเจ้าเหี้ยนเต้มาคอยอยู่นานแล้ว ขงเบ้งทำเป็นดุว่าเด็ก ทำไมไม่ปลุกให้รู้แต่แรก ว่าแล้วจึงหวีผมใส่เสื้อแต่ง ตัวเรียบร้อยออกมาพบเล่าปี่ ด้วยท่วงท่าสง่างาม หน้าตาสะอาดหมดจด พันผ้าที่ศีรษะ สวมเสื้อยาวสีขาว ลักษณะท่าทางแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป

ณ.กระท่อมน้อยหลังนี้ ขงเบ้งก็นำเสนอยุทธสาตร์สามก๊ก โดยยุเล่าปี่ให้ไปตั้งหลักทางตะวันตก  แถบอาณาจักรเกงจิ๋ว แคว้นเสฉวน ซึ่งเป็นดินแดนอุดมสมบูรณ์ และมีป้อมปราการธรรมชาติอันแข็งแรง แต่เจ้าเมืองด้อยปัญญา  ท่านจะเข้าครองอาณาจักรนี้ ท่านต้องสละเมืองฝ่ายเหนือให้โจโฉ สละเมืองฝ่ายใต้ให้ซุนกวนไปก่อน จนกว่าฟ้าจะโปรดจึงค่อยเอากลับคืน

ตั้งแต่นั้นมา ก๊กเล่าปี่ก็แข็งแกร่งขึ้นด้วยสติปัญญาของขงเบ้ง จนครอบครองแคว้นเสฉวนได้ทั้งหมด

ยุทธสาตร์ที่ ๓  รับผิดก่อนคนอื่น  รับชอบหลังสุด (grant first, reward yourself last)

ผู้นำที่ดีต้องกล้าหาญ น้อมรับคำวิภาควิจาณย์  คำตำนิติเตียน แม้ว่าความผิดนั้นจะเกิดแต่ผู้ร่วมงานท่านอื่น     ความดีความชอบความสำเร็จทั้งหลาย ผู้นำที่ดีควรแบ่งปันอื่นตามความเหมาะสม แม้จะไม่เหลือมาถึงตัวเอง

เล่าปี่ยึดถือหลักการนี้มาตลอด ด้วยการปูนบำเหน็จรางวัลแก่แม่ทัพนายกองทั้งหลายทุกคราที่รบชนะยึดเมืองได้  โดยไม่ทำร้ายไม่ปล้นสดมภ์ชาวบ้าน  อาณาประชาราษฏรก็รักใคร่และนับถือเล่าปี่ทั่วไป ยอมให้ปกครอง ความรุ่งเรืองมั่นคงก็บังเกิดไปทั่วแคว้น เจ้าเมืองหลายแห่งต่างพร้อมใจกันยกเมืองอยู่ภายใต้การปกครองของเล่าปี่เพราะเห็นเป็นคนมีคุณธรรม

แม่ทัพนายกองตลอดจนทหารเอกทั้งหลายต่างซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อเล่าปี่  ดังเช่นวีรกรรมกวนอูผู้ได้สมญา "เทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์"คราวที่เล่าปี่ทำศึกแพ้โจโฉที่เมืองชีจิ๋ว  (ช่วงตั้งตัวใหม่ๆ ยังไม่ได้ขงเบ้งเป็นที่ปรึกษา)  สามพี่น้องต้องพลัดพรากจากกัน  เล่าปี่หนีไปอยู่กับอ้วนเสี้ยว   เตียวหุยแตกไปแย่งชิงเมืองเล็ก ๆ และตั้งซุ่มเป็นกองโจร   กวนอูและพี่สะใภ้ทั้งสอง ถูกโจโฉวางกลอุบายล้อมจับตัวได้ที่เมืองแห้ฝือ โจโฉมอบหมายให้เตียวเลี้ยวมาเจรจาเกลี้ยกล่อม

กวนอูขอสัญญาสามข้อจากโจโฉคือ "เราจะขอเป็นข้าพระเจ้าเหี้ยนเต้ประการหนึ่ง เราจะขอปฏิบัติพี่สะใภ้ทั้งสอง แลอย่าให้ผู้ใดเข้าออกกล้ำกรายเข้าถึงประตูที่อยู่ได้ จะขอเอาเบี้ยหวัดของเล่าปี่ซึ่งเคยได้รับพระราชทานนั้น มาให้แก่พี่สะใภ้เราทั้งสองประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่งถ้าเรารู้ว่าเล่าปี่อยู่แห่งใดตำบลใด ถึงมาตรว่าเรามิได้ลามหาอุปราชเราก็จะไปหาเล่าปี่ แม้มหาอุปราชจะห้ามเราก็ไม่ฟัง"โจโฉตกลงตามสัญญาสามข้อจึงได้กวนอูไว้ตามต้องการ

โจโฉนำกวนอูไปถวายตัวต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ พยายามเลี้ยงดูกวนอูอย่างดีเพื่อให้ลืมคุณของเล่าปี่แต่หนหลัง ให้เครื่องเงินเครื่องทองแลแพรอย่างดีแก่แก่กวนอูเพื่อหวังเอาชนะใจ สามวันแต่งโต๊ะไปให้ครั้งหนึ่ง ห้าวันครั้งหนึ่ง จัดหญิงสาวรูปงามสิบคนให้ไปปฏิบัติหวังผูกน้ำใจกวนอูให้หลง

แต่กวนอูกลับไม่สนใจต่อทรัพย์สินและหญิงงามที่โจโฉมอบให้ ใจมุ่งหวังแต่เพียงคิดหาทางกลับคืนไปหาเล่าปี่ โจโฉเห็นเสื้อผ้ากวนอูเก่าและขาดจึงมอบเสื้อใหม่ให้ กวนอูจึงนำเสื้อเก่าสวมทับเสื้อใหม่ด้วยเหตุผลที่ว่า

"เสื้อเก่านี้ของเล่าปี่ให้ บัดนี้เล่าปี่จะไปอยู่ที่ใดมิได้แจ้ง ข้าพเจ้าจึงเอาเสื้อผืนนี้ใส่ชั้นนอก หวังจะดูต่างหน้าเล่าปี่ ครั้นจะเอาเสื้อใหม่นั้นใส่ชั้นนอก คนทั้งปวงจะครหานินทาว่าได้ใหม่แล้วลืมเก่า"

โจโฉเห็นม้าที่กวนอูขี่ผ่ายผอมเพราะทานน้ำหนักกวนอูไม่ไหวจึงมอบม้าเซ็กเธาว์ของลิโป้ให้ สร้างความดีใจให้กวนอูเป็นอย่างยิ่งจนถึงกับคุกเข่าคำนับโจโฉหลายครั้งจนโจโฉสงสัยถามว่า    "เราให้ทองสิ่งของแก่ท่านมาเป็นอันมากก็ไม่ยินดี ท่านไม่ว่าชอบใจและมีความยินดีเหมือนเราให้ม้าตัวนี้ เหตุไฉนท่านจึงรักม้าอันเป็นสัตว์เดียรัจฉานมากกว่าทรัพย์สินอีกเล่า"

กวนอูจึงตอบด้วยเหตุผลว่า "ข้าพเจ้าแจ้งว่าม้าเซ็กเธาว์ตัวนี้มีกำลังมาก เดินทางได้วันละหมื่นเส้น แม้ข้าพเจ้ารู้ข่าวว่าเล่าปี่อยู่ที่ใด ถึงมาตรว่าไกลก็จะไปหาได้โดยเร็ว เหตุฉะนี้ข้าพเจ้าจึงมีความยินดี ขอบคุณมหาอุปราชมากกว่าให้สิ่งของทั้งปวง"     ท้ายสุดกวนอูต้องหักด่านถึง 5 ตำบล ฆ่า 6 ขุนพลและทหารเป็นจำนวนมาก เพื่อไปหาเล่าปี่

 

ยุทธสาตร์ที่ ๔  ต้องยอมเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ (The needs of many outweight the need of the one)

ขอเลี้ยวลดจากยุค สามก๊ก (ราวคริสตวรรตที่๒) ไปยังยุค Star Trek (ราวคริสตวรรตที่๒๕) เพื่อฟังวลีอมตะของ Spock ที่กล่าวไว้ก่อนตายว่า"The needs of many outweight the need of the few or....the one"   สรุปคือความต้องการของคนส่วนใหญ่ต้องมาก่อน โดยเฉพาะความต้องการนั้นเป็นการอยู่รอดคนส่วนใหญ่       ตัวอย่างเช่นการจัดสรรที่ดินที่นาเพื่อทำกิน  ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติ (ผืนป่า แม่น้ำลำธาร บ่อแก๊สบ่อน้ำมัน) ทั้งหลาย   ทั้งสองอย่างนี้ต้องมีระบบการบริหารที่ดีและเป็นธรรมต่อกลุ่มคนส่วนใหญ่ในสังคมนั้นๆ  โดยต้องไม่ตกไปเป็นผลประโยชน์ของคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

น่าเสียดายที่วรรณกรรมสามก๊กไม่ได้บันทึกลายละเอียดทางมหาดไทยไว้ว่าปกครองกันอย่างไร  ลองคิดดูเล่นๆว่า ๑๘ สตวรรต ที่ผ่านมานี้ เทคโนโลยีทางทหารได้พัฒนาไปถึงไหนๆแล้ว  (จากการน้าวสายยิงเกาทันฑ์ไปสู่การกดคอมฯยิงจรวดโทมาฮอค์ก)  แต่น่าอนาจใจที่ระบบการปกครองและบริหารไม่ได้พัฒนาไปเท่าใด ยังเป็นปัญหาอยู่ทั่วไปในโลกาใบนี้

เล่าปี่เลือกเอาความอยู่รอดของคนส่วนใหญ่โดยยอมสละความปลอดภัยบุตรภรรยา ดังเหตุการณ์ต่อไปนี้ .................เล่าปี่ต้องอพยพทิ้งเมืองเกงจิ๋วให้โจโฉ (เหตุเพราะ เล่าจ๋อง บุตรคนเล็กของเล่าเปียว ยอมสวามิภักดิ์และยกเมืองเกงจิ๋วให้โจโฉ)  ทิ้งถอยร่นลงใต้ โดยมีชาวบ้านนับหมื่นนับแสนคนที่ไม่ยอมอยู่ใต้การปกครองของโจโฉ ขอติดตามไปด้วย แม่ทัพนายกองต่างคัดค้านเพราะจะทำให้อืดอาดล่าช้า ผิดตำราพิชัยสงคราม แต่เล่าปี่มีคุณธรรมยอมให้ร่วมขบวนไปด้วย โดยแบ่งทหารส่วนใหญ่คอยคุ้มกันราษฎรและระวังหลัง  แบ่งทหารส่วนน้อยนิดคุ้มกันบุตรภรรยาโดยล่วงหน้าไปก่อน โดยเล่าปี่เลือกอยู่กับขบวนชาวบ้าน

 เมื่อถึงเนินเตียงปัน ทั้งหมดก็ถูกกองทัพโจโฉไล่ทัน    กองทัพของเล่าปี่ ที่มีเพียงเตียวหุยและจูล่งเป็นนายทัพก็ถูกทัพของโจโฉตีจนกองทัพแตกกระจาย เล่าปี่นั้นได้เตียวหุยช่วยพาหนีข้ามสะพานเตียงปันได้ แต่ขบวนของครอบครัวเล่าปี่ที่จูล่งคุ้มครองติดอยู่ภายในทัพของโจโฉ และฮูหยินทั้ง 2 คนรวมถึง"อาเต๊า"ลูกชายของเล่าปี่ที่ยังแบเบาะอยู่ หายสาบสูญไป  จูล่งออกตามหา และพบ"กำฮูหยิน" ภรรยาหลวงของเล่าปี่ แต่ยังไม่พบ"บิฮูหยิน" ภรรยารองและทารกอาเต๊า     จูล่งควบม้าไปถึงบ่อน้ำร้างแห่งหนึ่ง และพบบิฮูหยินนั่งกอดอาเต๊านั่งอยู่ข้างบ่อ   จูล่งดีใจมาก รีบเชิญให้ฮูหยินขึ้นม้าเพื่อหนีไปด้วยกัน แต่นางปฏิเสธเพราะว่าถ้านางขึ้นม้าไปด้วย จะทำให้หนีไปได้ช้า จูล่งจึงว่าให้นางขึ้นม้าส่วนตัวเขาจะขอเดินเท้าพาหนีเอง ซึ่งนางไม่ยอม ในที่สุดเมื่อทหารศัตรูเข้ามาใกล้ นางจึงฝากฝังอาเต๊าให้จูล่งแล้วอาศัยตอนที่จูล่งเผลอกระโดดลงบ่อน้ำฆ่าตัวตายเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่เขา

     จูล่งได้แต่นำหินมาทับบ่อน้ำไว้เพื่อไม่ให้ทหารโจโฉนำศพนางไป ส่วนตัวเขาได้เอาทารกอาเต๊าใส่ไว้ในเสื้อเกราะแล้วพันกับผ้าติดไว้แนบอก พร้อมใช้ทวนคู่ใจควบม้าบุกตะลุยและฆ่าทุกคนที่มาขวางหน้า  สงครามครั้งนั้น ในหนังสือระบุว่า บนที่ราบสูงนั้นเองโจโฉได้เฝ้าสังเกตการณ์ดูการรบอยู่จากเบื้องบน สิ่งที่เขาเห็นและทำให้เขาถึงกับตกตะลึงนั้นก็คือ ภาพของอัศวินคนหนึ่งที่สวมเกราะขาวและขี่ม้าขาวโดดเด่นเป็นสง่ากำลังบุกฝ่าตะลุยกองทหารนับแสนของเขา ไม่ว่าทหารคนนี้จะตะลุยเข้าไปในทางใด ซ้าย หรือ ขวาทหารของโจโฉก็จะพากันล้มตายและแตกฮือกระเจิดกระเจิงเมื่อนั้น

       การรอดตายมาครั้งนั้น ว่ากันว่าเพราะโจโฉชอบใจฝีมือจูล่ง จึงออกคำสั่งห้ามให้ทหารใช้ธนูและให้จับเป็นจูล่ง เพราะศรัทธาในฝีมือ จนจูล่งสามารถนำตัว"อาเต๊า"มาสู่อ้อมกอดเล่าปี่สำเร็จ  เล่าปี่เมื่อรับอาเต๊ามาแล้วก็ปล่อยอาเต๊าตกลงพื้น จูล่งตกใจรีบเข้าไปรับอาเต๊าไว้ ฝ่ายเล่าปี่ก็ถึงกับตะโกนลั่นว่าเพราะเด็กคนนี้แท้ๆ จูล่งทหารเอกเราจึงเกือบจะต้องตายไป แล้วก็ร้องไห้
 

จบบริบูรณ์

Undefined
charliewongs's picture

เขาว่ากันอย่างนั้นนะว่าอ่านสามก๊กครบ 3 จบ แล้วคบไม่ได้?
ดังนั้นจึงต้องอ่านมากกว่า 3 จบขึ้นไป หรือไม่ก็อ่าน 2 จบพอ

ผมก็อ่านเหมือนกัน แต่อ่านไม่กี่หน้า หมดแรงเสียก่อน รอสรุปย่อจากพี่ธวัชดีกว่า

ขอบคุณคร๊าบ

By charliewongs --

 Stay Fool, Stay Hungry